เพราะอะไรคนโอกินาว่าถึงนิยมกินหมู

เพราะอะไรคนโอกินาว่าถึงนิยมกินหมู ทั้งที่เป็นจังหวัดเกาะติดทะเลแท้ ๆ

ในอดีตโอกินาว่าเคยมีเอกราชเป็นของตัวเอง ดังนั้นทั้งภาษา วัฒนธรรม รวมถึงอาหารการกินจึงค่อนข้างแตกต่างจากคนบนเกาะใหญ่ อาหารประจำท้องถิ่นที่ชาวโอกินาว่าภูมิใจนำเสนออย่าง “ราฟุเต” (หมูสามชั้นตุ๋น) ก็มีส่วนประกอบหลักคือ “เนื้อหมู” ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่มีการเลี้ยงหมูสายพันธุ์พื้นเมืองที่เรียกว่า “อากู” (Agu) เป็นหมูที่มีไขมันแทรกเป็นเส้น ๆ รสชาติอร่อย และเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ แต่สงสัยกันไหมคะว่า ทั้ง ๆ ที่โอกินาว่าเป็นเกาะติดทะเลแท้ ๆ ทำไมผู้คนจึงนิยมรับประทานเนื้อหมูมากกว่าอาหารทะเล? วันนี้เราจะมาผู้อ่านทุกท่านไปทราบที่มาเพื่อไขข้อข้องใจกันค่ะ

 

ชาวโอกินาว่าเริ่มทานหมูตั้งแต่เมื่อไหร่

ชาวโอกินาว่าชื่นชอบการรับประทานหมูเป็นอย่างมาก จนมีคำกล่าวว่า “กินหมูหมดทุกส่วนยกเว้นเสียงร้องและกีบเท้า” วัฒนธรรมการรับประทานหมูของชาวโอกินาว่าเข้าสู่อาณาจักรริวกิวในสมัยเอโดะช่วงปี ค.ศ.1713 เนื่องจากคณะทูตสันถวไมตรีจากจีนกว่า 400 คน ได้เข้ามาพำนักชั่วคราวอยู่ที่อาณาจักรริวกิวเป็นระยะเวลาราว ๆ 8-9 เดือน จึงต้องมีการเตรียมอาหารต้อนรับ ซึ่งเนื้อหมูจัดเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นอย่างมากในการทำอาหารจีนเพื่อรองรับคณะทูต ใน 1 วัน ต้องใช้เนื้อหมูประมาณ 20 ตัว หากรวมระยะเวลาทั้งหมด 9 เดือนนั้น จะต้องใช้หมูจำนวนมากถึง 5,000 ตัวเลยทีเดียว

หมูพันธุ์อากู

ในสมัยนั้นเนื้อหมูเป็นวัตถุดิบที่หาได้ยาก จึงมีการนำเข้าหมู และบังคับให้แต่ละหมู่บ้านเร่งเลี้ยงหมูเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคของคณะทูตสันถวไมตรีจากจีน ตั้งแต่นั้นมาการเลี้ยงหมูจึงแพร่หลายไปทั่วทุกพื้นที่ในอาณาจักรริวกิว  วัฒนธรรมการรับประทานเนื้อหมูของชาวโอกินาว่าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากการบังคับของรัฐบาลในยุคสมัยนั้นนั่นเอง

ประท้วงเรียกร้องขอ “เนื้อหมู”

ถึงแม้ว่าในสมัยนั้นเนื้อหมูได้กลายเป็นที่นิยม เเละมีการรับประทานกันอย่างแพร่หลายในอาณาจักรริวกิว แต่ชาวเมืองก็ถูกจำกัดสิทธิ์ในการบริโภคเนื้อหมู เนื่องจากข้อจำกัดในการเลี้ยงหมูของรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถบริโภคได้บ่อยเหมือนที่ผ่านมา ชาวเมืองและเกษตรกรที่เลี้ยงหมูเป็นอาชีพจึงเกิดความไม่พอใจ ลุกฮือขึ้นมาประท้วงโดยการหยุดงาน เพื่อเรียกร้องให้สามารถรับประทานเนื้อหมูและเลี้ยงหมูได้เหมือนเดิม        สล็อตเว็บตรง

 

คงได้ไขข้อข้องใจกันไปแล้วใช่ไหมคะ ว่าวัฒนธรรมการรับประทานเนื้อหมูของชาวโอกินาว่านั้นมีที่มาอย่างไร อาหารพื้นเมืองของชาวโอกินาว่ายังมีอีกหลากหลายเมนู และมีที่มาที่น่าสนใจให้เราได้ศึกษา โอกาสหน้าเราจะมาท่านผู้อ่านไปรู้จักโอกินาว่าในมุมไหน ต้องรอติดตามนะคะ

สูตรกับข้าว เรื่องราวชีวิต จาก Grandma’s Recipe

สูตรกับข้าว เรื่องราวชีวิต จาก Grandma’s Recipe

เมื่อนึกถึงกับข้าวฝีมือคุณย่า/คุณยาย ทุกคนคงนึกถึงรสชาติของกับข้าวที่หากินที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว แต่อาหารในจานข้าวบอกเรื่องราวอะไรได้อีกบ้าง? นี่คือคำถามอันเป็นที่มาของโปรเจคต์ Grandma’s Recipe ค่ะ

“เพราะอาหารที่ดีสร้างความสุข”

โปรเจคต์ Grandma’s Recipe ริเริ่มมาจากนากามุระ ยู (中村優) ผู้ก่อตั้ง 40creations เว็บไซต์ที่เผยแพร่แนวคิดและสูตรอาหารที่ค้นพบระหว่างการเดินทางทั่วโลก นากามุระ ยูเป็นนักวิจัยอาหารชาวญี่ปุ่นที่มีโอกาสไปศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่นิวยอร์ก ระหว่างนั้น เธอได้มีโอกาสสัมภาษณ์และทำสารคดีเกี่ยวกับผู้คนที่อยู่ที่นั่น และพบว่าอาหารที่ดีสามารถสร้างความสุขให้กับคนทุกชาติทุกวัยได้ จึงเป็นแรงบันดาลใจในการเริ่มโปรเจคต์ “The Best Smile from World Kitchen” ที่เปิดโอกาสเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากการทำอาหารพื้นบ้าน รวมถึงโปรเจคต์ Grandma’s Recipe ที่เป็นโปรเจคต์ที่สองของ 40creations

เพราะใน Grandma’s Recipe มีรสชาติชีวิตและความผูกพัน

Grandma’s Recipe เป็นโปรเจ็คต์ที่เรียบง่ายแต่ดูแล้วอบอุ่นราวกับได้ไปนั่งล้อมโต๊ะกินข้าวด้วยค่ะ โปรเจคต์นี้เป็นการสัมภาษณ์คุณยายชาวญี่ปุ่น 10 ท่านผ่านการทำอาหารร่วมกันและพูดคุยกัน โดยคุณยายแต่ละท่านต่างมีอายุมากกว่า 80 ปีและต่างเคยผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมา แม้ความยากจน ความเปลี่ยนแปลง และมรสุมอีกหลายอย่างจะผ่านมาและผ่านไป ถึงอย่างนั้นความสัมพันธ์ ชีวิต และรอยยิ้มของคุณยายแต่ละท่านก็ยังคงอยู่และถูกคลุกเคล้าออกมาเป็นอาหารที่เรียบง่ายแต่หาทานที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

 

“ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็งและความงามของคุณยายทุกท่าน ทีมงานหวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะข้ามพรมแดนของเชื้อชาติและภาษา และช่วยให้ทุกคนรู้สึกถึงคุณค่ายามได้นั่งกินมื้ออาหารในทุก ๆ วัน”

-ทีมงานโปรเจคต์ Grandma’s Recipe-    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ใครที่สนใจกิจกรรมอื่นๆ ของ นากามุระ ยู และทีมงาน40creations สามารถเข้าไป

เหตุผลที่ผ้าห่อศพตามพิธีกรรมของญี่ปุ่น

เหตุผลที่ผ้าห่อศพตามพิธีกรรมของญี่ปุ่นเป็น “ชุดสีขาว” และต้องสวมแบบ “ขวาทับซ้าย”

หลายคนคงทราบกันดีว่าการสวม “ชุดกิโมโน” หรือ “ชุดยูกาตะ” ตามวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้น จะต้องสวมโดยนำปกเสื้อด้าน “ซ้ายทับขวา” เสมอ นั่นเป็นเพราะชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า การสวมชุดแบบ “ขวาทับซ้าย” เป็นลางร้าย ไม่เป็นมงคล เพราะเป็นวิธีการสวมผ้าห่อศพสำหรับผู้เสียชีวิตนั่นเอง

ในครั้งนี้ เราจะพาผู้อ่านทุกท่านไปหาคำตอบกันว่า ทำไม? การสวมชุดกิโมโนแบบขวาทับซ้ายจึงเป็นสิ่งไม่เป็นมงคลในวัฒธรรมญี่ปุ่น และทำไม? ผ้าห่อศพตามพิธีกรรมของญี่ปุ่น จะต้องสวมแบบขวาทับซ้ายและเป็นชุดกิโมโนสีขาว

ทำไมผ้าห่อศพต้องเป็นสีขาว?

“ชินิโชโซะคุ” (死装束) หรือ ผ้าห่อศพ คือชุดกิโมโนสีขาวที่จะสวมใส่ให้ผู้เสียชีวิตก่อนการบรรจุศพ ส่วนใหญ่ชาวญี่ปุ่นมักเรียกชุดนี้ว่า “ชิโรโชโซะคุ” (白装束) โดยมีทฤษฎีเขียนอธิบายไว้มากมายเกี่ยวกับเหตุผลที่ผ้าห่อศพตามพิธีกรรมของญี่ปุ่นเป็นสีขาว โดยเราจะขอยกตัวอย่าง 2 ทฤษฎี ดังนี้

1. เพื่อให้ผู้เสียชีวิตเดินทางไปยังแดนสุขาวดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์

ทฤษฎีเกี่ยวกับชุดชินิโชโซะคุที่น่าเชื่อถือที่สุดได้อธิบายเอาไว้ว่า ในการธุดงค์ออกไปศึกษาหรือแสวงบุญของนักบวชนั้น จำเป็นต้องละทิ้งกิเลสและความคิดอันไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด และคงไว้แต่จิตใจที่ใสสะอาด

ในการเดินทางไปยังแดนสุขาวดีของผู้เสียชีวิต ก็จะต้องไปด้วยสภาพร่างกายและจิตใจอันบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน ชาวญี่ปุ่นจึงสวมผ้าห่อศพสีขาว เพื่อให้ผู้เสียชีวิตเดินทางไปยังแดนสุขาวดีได้อย่างสงบสุขนั่นเอง

2. เพราะสีขาว คือสีที่แสดงถึงความตาย

ชาวญี่ปุ่นเชื่อเรื่องสีมงคล “โคฮาคุ” หรือ “สีแดงและสีขาว” มาตั้งแต่โบราณ โดยเชื่อว่าสีแดง หมายถึง “การเกิด” มีที่มาจากสีร่างกายของเด็กทารกแรกเกิด ดังนั้นสีขาวจึงมีความหมายตรงข้ามกับการมีชีวิตอยู่ หมายถึง “ความตาย” และ “โลกหลังความตาย” นั่นเอง

ทำไมต้องสวมผ้าห่อศพแบบ “ขวาทับซ้าย”

มี 2 ทฤษฎีที่น่าสนใจเขียนเกี่ยวกับเหตุที่ต้องสวมชุดชินิโชโซะคุแบบ “ขวาทับซ้าย” อธิบายไว้ดังนี้

1. กฎการสวมใส่เครื่องแต่งกายในยุคนาระ

ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือที่สุดได้เขียนอธิบายเกี่ยวกับกฎหมายการสวมใส่เครื่องแต่งกายในยุคนาระเอาไว้ว่า ในปี 718 พระจักรพรรดินีเก็นโชได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับการสวมใส่เครื่องแต่งกาย หรือ “เอะบุคุเรียว” (衣服令) ว่า “ประชาชนจะต้องสวมกิโมโนแบบซ้ายทับขวาเท่านั้น” เพื่อเป็นการแบ่งแยกระหว่างประชาชนทั่วไปและชนชั้นสูงผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์              สล็อตเว็บตรง

 

จากนั้นมา ประชาชนทั่วไปจะสวมเครื่องแต่งกายแบบ “ซ้ายทับขวา” ส่วนชนชั้นสูงจะสวมเครื่องแต่งกายแบบ “ขวาทับซ้าย” อย่างไรก็ตาม ในพิธีศพของประชาชนทั่วไปในยุคนั้น จะมีการส่งผู้เสียชีวิตขึ้นสวรรค์ด้วยการสวมเครื่องแต่งกายแบบเดียวกับชนชั้นสูง จนเกิดเป็นธรรมเนียมที่ว่า ผู้เสียชีวิตจะต้องสวมชุดแบบ “ขวาทับซ้าย” สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

2. เพราะพระพุทธเจ้าทรงผ้าจีวรแบบ “ขวาทับซ้าย” ก่อนปรินิพพาน

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงเสด็จปรินิพพานทรงผ้าจีวรแบบ “ขวาทับซ้าย” ชาวญี่ปุ่นจึงเชื่อว่า การสวมเครื่องแต่งกายแบบซ้ายทับขวาแสดงถึง “ภพภูมิปัจจุบัน” และการสวมเครื่องแต่งกายแบบขวาทับซ้ายจะมีความหมายตรงกันข้าม แสดงถึง “ภพภูมิหลังความตาย” นั่นเอง

หวังว่าเพื่อน ๆ จะเข้าใจเหตุผลที่ผ้าห่อศพตามพิธีกรรมของญี่ปุ่นต้องเป็น “ชุดสีขาว” และต้องสวมแบบ “ขวาทับซ้าย” กันไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม หากเพื่อน ๆ มีโอกาสได้สวมชุดกิโมโนหรือชุดยูกาตะ ก็ต้องไม่ลืมที่จะสวมแบบ “ซ้ายทับขวา” เสมอ! และสำหรับใครที่จะถ่ายรูปสวมชุดกิโมโนลงโซเชียล ก็ต้องระมัดระวังฟังก์ชัน กลับภาพ (Flip) ในแอปพลิเคชันถ่ายรูปด้วยนะคะ ถึงแม้จะใส่กิโมโนถูกต้อง แต่ถ้ารูปภาพกลับด้านจนดูเหมือนว่าใส่กิโมโนแบบ “ขวาทับซ้าย” ก็อาจเกิดดราม่าเล็ก ๆ ได้ เพราะชาวญี่ปุ่นค่อนข้างถือความเชื่อนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

รู้มั้ย? ไวท์เดย์…ทำไมต้องไวท์?

รู้มั้ย? ไวท์เดย์…ทำไมต้องไวท์?

มีนาฯ แล้วเมื่อไหร่จะมีเธอ! พอเข้าเดือนมีนาคมสาว ๆ ญี่ปุ่นก็จะเริ่มใจเต้นตึกตัก เพราะวันที่ 14 มีนาคมของทุกปี ญี่ปุ่นจะถือเป็นวันไวท์เดย์ (White Day) หรือวันที่หนุ่ม ๆ จะมอบของตอบแทนให้แก่สาว ๆ หลังจากได้รับของเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา จะเฮหรือจะโฮก็รู้กันวันนี้แหละค่ะ

วันไวท์เดย์ขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2523 โดยสหกรณ์อุตสาหกรรมขนมแห่งชาติ (National Candy Industry Cooperative) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของบริษัทผลิตขนม เช่น กูลิโกะ, เมจิ, ลอตเต้, โมรินากะ เป็นต้น ก่อนหน้านั้นถูกเรียกด้วยชื่อหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น “วันมาร์เมลโล่” (Marshmallow Day) หรือ “วันคุกกี้” (Cookie Day)

ทำไมต้อง “ไวท์เดย์”? เป็นพิ้งค์เดย์ไม่ได้เหรอ?

 

สำหรับเหตุผลที่เรียกวันที่ 14 มีนาคมว่า “วันไวท์เดย์” ในบทความนี้มี 2 ทฤษฎีมานำเสนอค่ะ ทฤษฎีแรกบอกว่า มาจากสีขาวของน้ำตาลซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการทำขนม ส่วนอีกทฤษฎีบอกว่า มาจากแผนการตลาดของร้านขนมสไตล์ญี่ปุ่น “อิชิมุระ มันเซโดะ (Ishimura Manseido)” ในจังหวัดฟุกุโอกะที่ต้องการขายมาร์ชเมลโล่ในวันที่ 14 มีนาคม อย่างไรก็ตามมาร์ชเมลโลว์ของร้านอิชิมุระ มันเซโดะต่างจากมาร์ชเมลโล่ที่ทุกคนรู้จัก เพราะมันคือ “สึรุโนะโกะ” (Tsurunoko) ขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นชื่อดังของจังหวัดฟุกุโอกะ ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับมาร์ชเมลโล่แต่ข้างในจะเป็นไส้ถั่วเหลืองตามสไตล์ญี่ปุ่น ขนมนี้แทนคำพูดจากใจชายหนุ่มว่า “ตอบแทนช็อกโกแลตจากคุณด้วยความอ่อนโยนของผม” ซึ่งความอ่อนโยนนี้ก็สื่อออกมาในรูปแบบของขนมสึรุโนะโกะที่มีสัมผัสหวานนุ่มละมุนดุจความอ่อนโยนของชายหนุ่มนั่นเองค่ะ หวานกว่าขนมก็น่าจะเป็นความหมายที่ซ่อนอยู่เนี่ยแหละค่ะ

 

 

ขนมสึรุโนะโกะเป็นขนมขึ้นชื่อในภูมิภาคคิวชู ไม่ต้องรอวันไวท์เดย์ก็สามารถซื้อกลับไปฝากครอบครัว เพื่อน หรือคนรู้ใจได้นะคะ มีหลากหลายรสชาติให้ได้เลือกสรร หาซื้อก็ง่ายมากๆ สามารถซื้อที่ทั่วไปตามสนามบินหรือร้านจำหน่ายของฝากทั่วคิวชูค่ะ  สล็อตเว็บตรง

“ร้อง เล่น เต้นระบำ” พัฒนาการของศิลปะการแสดงในบริบทประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ได้นำเสนอบทความเรื่อง “คนญี่ปุ่นมาจากไหน” กันไปแล้วนะครับ วันนี้จะขอนำเสนอเนื้อหาจากบทสัมภาษณ์อีกอันหนึ่งของศาสตราจารย์เกียรติคุณ โอคิอุระ คาซุเทรุ ว่าด้วยพัฒนาการของศิลปะการแสดงในบริบทประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคโบราณกันนะครับ

“ศิลปะการแสดง” นั้นมาจากความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา

คนสมัยนี้มองว่า “ศิลปะการแสดง” นั้นมีไว้เพื่อความบันเทิง กล่าวคือมีไว้ชมดูหรือฟังเพื่อความเพลิดเพลินคลายเครียด แต่ในยุคโบราณนั้น การร้อง เล่น เต้นระบำ นั้น มันเป็นเสมือนวิธีการ “สื่อสาร” กับโลกของผีสางเทวดา ผ่านการเข้าสู่สภาวะ “บ้าคลั่ง” พูดง่ายก็คือร้องเข้าไป เต้นเข้าไป ดิ้นให้มัน “หลุดโลก” ซึ่งมนุษย์ตั้งแต่ยุคหินนั้น เชื่อเรื่องผีสางเทวดา เชื่อว่าทุกสิ่งรอบตัว ดิน ภูเขา แม่น้ำ ทะเล ป่าไม้ ล้วนมีผีสางเทวดาสถิตอยู่ ชีวิตคนยุคหินที่ไม่มีเทคโนโลยีต้องพึ่งลมพึ่งฝนพึ่งแสงแดดให้พืชผลงอกงามมีกิน เวลาเกิดภัยธรรมชาติก็ว่าเทพเจ้าพิโรธ ก็ต้องไหว้บูชาเทพเจ้า ในหมู่มนุษย์ (เช่นในเผ่า ในหมู่บ้าน) ก็ต้องมีใครสักคนเป็น “หมอผี” ทำตัวเป็นสื่อกลางคอยสื่อสารโต้ตอบกับเทพเจ้า เกิดเป็นพิธีกรรมต่างๆ และจากจุดนั้นแหละที่เรื่องเกิดการ “ร้อง เล่น เต้นระบำ” ขึ้นมา

พอสังคมมนุษย์เริ่มพัฒนาไปมากกว่ายุคหิน ในแผ่นดินญี่ปุ่น พอเวลาผ่านมาจากยุคโจมงมาถึงยุคยาโยอิ สังคมมนุษย์ก็เริ่มมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ เกิด “นักรบ” ซึ่งได้กลายเป็น “ผู้มีอำนาจ” พอมีผู้มีอำนาจ สังคมก็เกิดการแบ่งชนชั้นชัดเจนขึ้น และการ ร้อง เล่น เต้นระบำ ก็เริ่มกลายเป็น “อาชีพเฉพาะทาง” ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนทักษะ มีรายละเอียดปราณีตซับซ้อนขึ้นไปด้วย พวกนักระบำรำฟ้อนก็เกิดมีขึ้นเป็นอาชีพเฉพาะทางเอาไว้บูชาเทพเจ้า เอาไว้แสดงให้ผู้มีอำนาจชมดูเพื่อความบันเทิง หรือเพื่ออวดอำนาจแก่ผู้มาเยือนชาวต่างชาติ ว่าเราเป็นชนชาติที่ “มีวัฒนธรรม”

จากการบวงสรวงเทพเจ้า สู่ความบันเทิงมหาชน

มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงเข้าใจแล้วว่า ศิลปะการแสดงเกิดจากพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้า และได้มารับใช้ให้ความบันเทิงแก่ “ชนชั้นผู้มีอำนาจ” พอวันไหนมีพิธีบวงสรวงก็ต้องจัดแสดงละครโนห์ (能) หรือมีการฟ้อนรำ ซึ่งมาถึงตอนนี้ ในนัยหนึ่งก็คือเป็นการ “สื่อสาร” กับเทพเจ้า เพื่อขอพรให้สมหวัง แต่บางทีก็ถูกใช้เป็นกุศโลบายเพื่อบอกบุญเรี่ยไรญาติโยมให้มาบริจาคช่วยสร้างหรือบูรณะ จะศาลเจ้าชินโตก็ดี วัดพุทธหรือพระพุทธรูปก็ดี ในยุคนั้นสำหรับชาวบ้านร้านตลาดนั้น ชีวิตหาความบันเทิงไม่ค่อยได้ ดังนั้นการที่ได้มาดูการร้อง เล่น เต้นระบำ ตามงานต่างๆ ในวัดหรือศาลเจ้าจึงเป็น “ความบันเทิง” ที่หาได้ยาก

ต้นแบบละครโนห์นั้นเกิดในยุคเฮอัน แต่มาถูกทำให้เป็นศิลปะการแสดงบนเวทีจริงๆ จังๆ ก็ล่วงมาถึงยุคมุโรมาจิแล้วโดยสองพ่อลูกคันอามิและเซอามิ (観阿弥・世阿弥) อย่างไรก็ดี แม้ละครโนห์นั้นแรกเริ่มเดิมทีจะเกิดมาจาก “ชาวบ้าน” แต่ด้วยความที่พวกชนชั้นสูงเกิดชอบอกชอบใจ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นของสำหรับชนชั้นสูงไป แต่ทั้งนี้ นักแสดงละครนั้นก็ยังเป็น “คนชั้นต่ำ” อยู่ดี ตัวเซอามิเองแม้จะเป็นยอดศิลปิน แต่ก็ถูกชนชั้นสูงเรียกว่าเป็น “วณิพก” เป็นคนจนหมอนหมิ่นใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรไปยังที่ต่างๆ ชั่วชีวิต (เซอามิเองนั้นด้วยความที่รู้ว่าตนถูกเหยียดหยามว่าคนชั้นต่ำ จึงเคยแต่งผลงานที่ชื่อว่า “สามคนทราม” (ซันฮิเซ็น 三卑賤) ที่เล่าเรื่องของชาวประมงหรือนายพรานที่ตกนรกแล้วได้พระภิกษุมาช่วย ซึ่งเป็นการ “สวนกระแสความเชื่อ” ในเรื่องศีลข้อปาณาติบาต (ว่าฆ่าสัตว์เป็นบาป) ว่าแม้แต่คนที่ตกนรกเพราะผิดศีลข้อปาณาติบาต พระพุทธองค์ยังทรงเมตตาช่วยให้รอดจากนรกได้)

ในยุคมุโรมาจินั้น เกิดกิจกรรมและการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต เช่น การใช้เหล็ก การหักร้างถางพงซึ่งทำให้ผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้น เกิดช่างฝีมือต่างๆ เกิดการผลิตสินค้าเพื่อขายในตลาด มีเทคโนโลยีการพิมพ์ (รับมาจากจีนผ่านคาบสมุทรเกาหลี) แต่ถึงอย่างนั้น อาชีพ ร้อง เล่น เต้นระบำ ก็ยังถูกมองว่า “ต่ำ” เพราะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้สร้าง “ผลผลิต” อย่างชาวนาที่ปลูกข้าว ถูกมองว่าต่ำยิ่งกว่าพ่อค้าหรือช่างฝีมือเสียอีก

อย่างไรก็ดี อย่างไรเสียคนเราก็ต้องการ “ความบันเทิง” และด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคต่อมา คือยุคโมโมยามะนั้น สถาบันทางศาสนา (โดยเฉพาะวัดพุทธ) กลายเป็นเป้าของผู้มีอำนาจอย่างโอดะ โนบุนากะ จนถึงโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ด้วยเหตุนี้อำนาจของสถาบันศาสนาจึงเสื่อมถอย การจะจัดให้มีการร้อง เล่น เต้นระบำในวัดหรือศาลเจ้าก็ถูกจำกัดอย่างหนัก จนนักแสดงตามวัดตามศาลเจ้าต้องขยับออกมาหากินข้างนอกโดยตั้ง “โรงละคร” เพื่อมุ่งขายความบันเทิงให้ชาวบ้าน ซึ่งเมื่อออกมาหากินข้างนอก ขายความบันเทิงที่ไม่ได้อยู่ในกรอบของศาสนาหรือพิธีกรรมอีกต่อไป ก็จำเป็นต้องสร้างสรรค์รูปแบบของการแสดง (ความบันเทิง) ใหม่ๆ เพื่อสนองรสนิยมชาวบ้านตามสมัย อย่างเช่น “คาบูกิ” (歌舞伎) หรือ “ละครหุ่น” (นินเกียวโจรูริ 人形浄瑠璃)”

“คาบูกิ” จากละครของ “พวกนอกคอก” กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น

คำว่า “คาบูกิ” นั้น หมายถึง “ละครที่เล่นเป็นพวก “คาบูกิโมโนะ” คำว่า “คาบูกิ” ในที่นี้แผลงจากคำว่า “คาบุกุ” (傾く) ที่เดิมหมายถึงการประพฤติตัวปล่อยตัวไปตามใจฉัน ซึ่งไปๆ มาๆ กลายเป็นคำใช้เรียกคนที่แต่งตัวแฟชั่นเวอร์ๆ ทำตัวนอกคอกนอกลู่ไม่สนไม่แคร์ระเบียบสังคมว่า “คาบูกิโมโนะ” (かぶき者 บ้างก็เขียน 傾奇者) (ซึ่งเปรียบได้กับพวก “พังค์” ในอังกฤษยุค 70—ผู้เขียน)

Okuni with cross dressed as a samurai
อิซุโมะ โนะ โอคุนิ คนิ คนคิดทำละครคาบูกิ แต่งกายเลียนแบบพวกคาบูกิโมโนะ ที่มา wikipedia

ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป จากละครแต่งกายเลียนแบบ “พวกนอกคอก” กลายเป็น “สัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น” ไปเสียอย่างนั้น

 

และจากยุคมุโรมาจินี่แหละครับที่เป็นจุดเริ่มของ “ความบันเทิงสำหรับชาวบ้าน” เพื่อการ “คลายเครียด” ซึ่งกลายเป็นความหมายของ “ความบันเทิง” ในความเข้าใจรับรู้ของคนยุคปัจจุบันทั่วโลก

มาถึงตรงนี้แล้ว นึกถึงฉากในหนังเรื่องเคนชินภาคสอง ตอนที่เคนชินกับคาโอรุไปนั่งดูละครคาบูกิ เห็นตัวละคร “บัคคิวไซ” (ล้อเลียนบัตโตไซ) ตัวละครนั้นก็เล่นเป็นตัวร้ายตลกๆ ทำท่าเปิ่นเทิ่นต่างๆ นานา คนดูก็พากันหัวเราะหัวไห้ เคนชิน หรือ อดีต “บัตโตไซ” ตัวจริงยังพลอยหัวเราะไปด้วย นี่แหละครับ “ความบันเทิงของชาวบ้าน”

อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างใด หรือจะเปรียบกับพัฒนาการของศิลปะการแสดงของไทยเราอย่างไรก็ฝากไว้ให้ลองคิดกันนะครับ      UFABET เว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. 10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “เอฮิเมะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!
  2. คนญี่ปุ่นชอบ WFH กันไหม? ผลสำรวจล่าสุดปี 2021
  3. รู้ไว้ใช่ว่า ภาษาญี่ปุ่น 6 คำที่ผู้ชายญี่ปุ่นใช้เรียก “ภรรยา” เวลาคุยกับคนอื่น
  4. ”โยโชคุ” vs “อาหารกุ๊กช็อป” อาหารฝรั่งดัดแปลงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใกล้กัน แต่สถานะการมีอยู่ผิดกัน?
“โอบ้งเดือนกรกฎาคม” และ “โอบ้งเดือนสิงหาคม” ต่างกันยังไง?

“โอบ้งเดือนกรกฎาคม” และ “โอบ้งเดือนสิงหาคม” ต่างกันยังไง?

“โอบ้ง” โดยทั่วไปหมายถึง ช่วงเวลาของการต้อนรับวิญญาณบรรพบุรุษและเป็นเทศกาลที่เราแสดงความกตัญญู หรือจัดงานรำลึกเพื่อส่งพวกเขาไปยังสวรรค์อีกครั้ง คงคล้ายๆ กับ เทศกาลสารทจีนหรือวันไหว้บรรพบุรุษที่คนไทยรู้จักกันดี

โอบ้ง สิงหาคม กรกฎาคม

เทศกาลโอบ้งจะจัดขึ้น 2 ช่วง ได้แก่ ในเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมตามลำดับ แต่เทศกาลโอบ้งที่จัดในเดือนสิงหาคมจะเรียกอีกชื่อว่า คิวบ้ง ซึ่งมีความหมายว่า เทศกาลโอบ้งตอนปลาย

ตามปฏิทินที่ใช้กันมาตั้งแต่แต่โบราณ ช่วงเวลาโอบ้งคือวันที่ 13 กรกฎาคม (ช่วงต้น) ถึง 16 กรกฎาคม (ช่วงปลาย) แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเวลาตามปฏิทินแล้ว แต่ช่วงเวลานี้ก็ยังถือว่าเป็นโอบ้งในบางพื้นที่ รวมถึงใจกลางกรุงโตเกียวด้วย

ในทางกลับกัน ในหลายภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่น ช่วงเวลาที่จัดเทศกาลโอบ้งคือ ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม (ช่วงต้น) ถึง 16 กรกฎาคม (สิ้นสุดโอบ้ง)

มีหลายทฤษฎีให้คำอธิบายเหตุผลสนับสนุนโอบ้งของช่วงเดือนกรกฎาคมว่า เทศกาลโอบ้งในช่วงเดือนกรกฎาคม ถูกจัดขึ้นในฤดูกาลที่คึกคักที่สุด เพราะเป็นช่วงที่มีกิจกรรมและเทศกาลทางการเกษตรมากที่สุด

 

ส่วนเทศกาลโอบ้งในเดือนสิงหาคมมักเรียกว่า “วันหยุดโอบ้ง” แต่กระนั้นเทศกาลโอบ้งเองไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยบริษัทหลายแห่งจะปิดให้บริการในช่วงโอบ้งตามนโยบายของแต่ละบริษัทเอง

ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ เป็นภาษาไทย เทศกาลโอบ้งก็น่าจะหมายถึง เทศกาลไหว้บรรพบุรุษค่ะ เป็นช่วงที่หลายคนกลับภูมิลำเนาเพื่อไปรวมตัวกัน รำลึงถึงปู่ย่าตายาย หรือคนในครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นอีกเทศกาลที่ทำให้คนญี่ปุ่นหลายคนที่อาจจะต้องเข้ามาทำงานไกลบ้าน ได้กลับไปใช้เวลากับครอบครัว จัดขึ้นกลางปีก็เหมือนได้พักเบรคกลับไปชาร์ตพลังที่บ้านก่อนกลับมาทำงานไกลบ้านอีกครั้งค่ะ      สล็อตเว็บตรง

อากาศร้อน ๆ มาทำน้ำมะนาวโซดาดื่มกัน ด้วยผงมะนาวโซดาจากญี่ปุ่นที่อร่อยจนต้องบอกต่อ!

สำหรับใครที่ชื่นชอบเครื่องดื่มแบบซ่า ๆ อย่างน้ำโซดารสมะนาว บอกเลยว่ามาถูกทางแล้วค่ะ วันนี้ขอนำเสนอสินค้าจากร้าน Kaldi ที่มีชื่อว่า ชิโอะเลมอนโซดา ( 塩レモンソーダ, Shio Lemon Soda) จากแบรนด์ Setouchi (瀬戸内) นั่นก็คือ ผงสำหรับทำน้ำมะนาวโซดา สิ่งที่บอกว่าดีจริง ๆ ก็คือ ที่ผ่านมาเรามักจะเจอกับผงทำน้ำมะนาวที่มีรสหวานอมเปรี้ยวไม่มีความซ่าซึ่งต้องหาน้ำโซดามาเติมเพิ่มเอง แต่สำหรับผงทำน้ำมะนาวซองนี้คือฟินเวอร์ เพราะว่ามาพร้อมกับความซ่าของโซดาด้วยนี่สิ หายากมากจริง ๆ ค่ะ

3 ขั้นตอนง่าย ๆ ก็ฟินกับน้ำมะนาวโซดาได้แล้ว

ในส่วนของวิธีทำก็แสนจะง่ายดาย ตามมาดูวิธีทำกันได้เลยค่ะ

1.ตักผงทำน้ำมะนาวโซดา 1 ช้อนโต๊ะ

2.ผสมกับน้ำเปล่า 100 มล.

3.ใช้ช้อนคนให้ผงละลายกับน้ำ

เพียงแค่ 3 ขั้นตอนนี้ ก็จะได้ลิ้มรสกับน้ำมะนาวโซดาที่มาพร้อมกับความซ่า โดยไม่ต้องเติมโซดาเพิ่มอีกเลย ยิ่งช่วงหน้าร้อน อากาศร้อน ๆ ถ้าได้น้ำมะนาวโซดาสักแก้ว บอกเลยว่าจะแก้กระหาย และได้ความสดชื่นกลับมาเต็ม ๆ เลยค่ะคุณขา และยิ่งใครที่ติดใจน้ำซ่าแล้วล่ะก็ซองนี้น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายได้เลยล่ะค่ะ

 

สำหรับผงมะนาวโซดา 1 ซอง สามารถทำนำมะนาวได้ 11 แก้ว สนนราคาจำหน่ายซองละ 298 เยน สามารถหาซื้อได้ที่ร้าน Kaldi ประเทศญี่ปุ่นจ้า ผงทำน้ำมะนาวนั้นหาง่าย แต่ผงทำน้ำมะนาวที่มาพร้อมกับความซ่าแบบโซดานั้นหายากแท้ !!! อยากให้ลองแล้วจะติดใจ    สล็อตเว็บตรง

วิธีเก็บรักษา :
– เมื่อเปิดซองแล้วควรปิดซองให้แน่น
– เก็บให้พ้นจากแสงแดด
– ไม่ควรเก็บในที่ชื้น
– ควรใช้ช้อนแห้งตัก

ทริคแนะนำ :
– น้ำที่นำมาผสมถ้าเป็น “น้ำเย็น” ก็จะทำให้สามารถทานได้ทันที
– ไม่ต้องเติมโซดาเพิ่ม เพราะเป็นผงที่มีส่วนผสมของโซดามาอยู่แล้ว
– ถ้าต้องการใส่น้ำแข็งเพิ่ม ควรลดปริมาณน้ำเย็นลงนิดนึง เพราะน้ำแข็งละลายก็จะไม่ทำให้เสียรสชาติ (จืด)
– ใครที่ชอบหวานก็อาจจะเติมไซรัปเพิ่มลงไปได้

“สลัดมันฝรั่งและมันฝรั่งเคลือบมิโสะ” เมนูอร่อยที่ดีต่อสุขภาพของคนญี่ปุ่น

“สลัดมันฝรั่งและมันฝรั่งเคลือบมิโสะ” เมนูอร่อยที่ดีต่อสุขภาพของคนญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานมันฝรั่งเนื่องจากมีราคาถูก มีประโยชน์มาก และเก็บไว้ได้นาน วันนี้ ANNGLE จะมาแนะนำประโยชน์ของมันฝรั่งที่ไม่ควรมองข้าม และวิธีทำสลัดมันฝรั่งและมันฝรั่งเคลือบมิโสะ ซึ่งจัดเป็นเมนูอร่อยที่ดีต่อสุขภาพของคนญี่ปุ่นให้ลองทำดูนะคะ

ประโยชน์ของมันฝรั่ง

มันฝรั่งเป็นพืชหัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เนื่องจากมีปริมาณแคลอรี่เป็นครึ่งหนึ่งของข้าวและมีวิตามินซีในปริมาณที่เทียบเท่ากับส้มและเป็น 7 เท่าของแอปเปิ้ล โดยวิตามินซีในมันฝรั่งนั้นถูกทำลายได้ยากแม้จะผ่านการต้ม อีกทั้งบริเวณใกล้ผิวเปลือกของมันฝรั่งจะอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ได้แก่ ธาตุเหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามิน บี 6 และซี และกรดคลอโนจีนิก ซึ่งเป็นสารประกอบโพลีฟีนอลที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ สำหรับวิธีการปรุงอาหารเพื่อคงไว้ซึ่งวิตามินและแร่ธาตุให้มากที่สุดคือ การนำมันฝรั่งต้มทั้งเปลือกหรือรับประทานทั้งเปลือก ซึ่งวิธีการนี้จะคงคุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุไว้ได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์

สลัดมันฝรั่ง

วัตถุดิบ

  • มันฝรั่งขนาดเล็ก 3 หัวหรือขนาดกลาง 2 หัว หรือประมาณ 200 กรัม
  • แครอท ½ หัว หรือประมาณ 70 กรัม
  • แตงกวา ½ ผล หรือประมาณ 50 กรัม
  • มายองเนส 3 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยและเกลือเล็กน้อย

(หากชอบก็สามารถเติมแฮมหั่น 30 กรัม หอมหั่นบาง 40 กรัม ไข่ต้มหรือน้ำส้มสายชูญี่ปุ่นเล็กน้อยลงไปได้)

วิธีทำ

1. ล้างมันฝรั่งโดยใช้แปรงขัดเอาดินหรือทรายออกจากผิว แล้วนำต้มทั้งเปลือกจนนิ่ม ซึ่งเช็คได้จากการใช้ไม้เสียบลูกชิ้นเสียบลงไปแล้วรู้สึกว่ามันฝรั่งนิ่ม

2. ปอกเปลือกแครอทหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นนำใส่ภาชนะทนร้อน ปิดด้วยพลาสติกแรปและนำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 2  นาที หั่นแตงกวาให้บางประมาณ 2-3 มิลิเมตร (หากชอบแบบกรอบก็ให้ใส่แตงกวาที่หั่นเสร็จผสมไปกับสลัดได้เลย แต่หากอยากให้รสชาติของแตงกวาเข้ากับสลัดได้ดีก็นำแตงกวาหั่นมาโรยเกลือเล็กน้อยและวางไว้ 5  นาที จากนั้นจึงใช้มือบีบเอาของเหลวออกจากแตงกวาออกเบา ๆ) อีกทั้งหากชอบหอมใหญ่ก็หั่นหอมให้บางและนำเข้าไมโครเวฟไปพร้อมกับแครอทได้เลย

3. นำมันฝรั่งที่ต้มสุกนิ่มมาปอกเปลือกออกและใช้พายไม้บดในขณะที่ยังร้อน มันฝรั่งที่ร้อนนั้นเพกตินที่หุ้มโครงสร้างแป้งจะยืดหยุ่นได้ดี ทำให้เพกตินไม่ถูกทำลายโดยการบดและโครงสร้างแป้งไม่ถูกทำลาย ส่งผลให้เนื้อสัมผัสของมันฝรั่งกรุบอร่อยกว่าการบดในขณะที่มันฝรั่งเย็นแล้ว ทำให้ได้มันฝรั่งบดหนืดคล้ายโมจิ

4. เมื่อมันฝรั่งอุ่นจนมือสัมผัสได้ (50-60 องศาเซลเซียส) ก็นำส่วนผสมมายองเนส แตงกวา และแครอทมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นเติมเกลือและพริกไทยลงไป เสิร์ฟตามชอบ การผสมในขณะที่มันฝรั่งอุ่นจะช่วยให้มายองเนสรวมกันเป็นเนื้อเดียวกับมันฝรั่งทำให้ได้รสชาติอร่อยถูกปาก

สลัดมันฝรั่ง

มันฝรั่งเคลือบมิโสะ

วัตถุดิบ

  • มันฝรั่ง 2 หัว ประมาณ 200 กรัม
  • มิโสะ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ล้างมันฝรั่งโดยใช้แปรงขัดเอาฝุ่นและดินออกจนสะอาด ใช้มีดเฉาะเอาบริเวณตารากออก แล้วหั่นให้เป็นชิ้นขนาดพอคำ

 

2. นำมันฝรั่งลงผัดในกระทะที่ใส่น้ำมันลงไป ผัดจนทั่วแล้วปิดฝากระทะ คอยเปิดฝากระทะและคนพลิกมันฝรั่งเป็นระยะ จับเวลา 10 นาที จนมันฝรั่งสุกนิ่ม

3. เติมมิโสะ น้ำตาล และน้ำลงไปในกระทะ ผัดจนเข้ากัน ตักใส่จาน รับประทานเป็นของว่างขณะที่ยังอุ่น

เติมมิโสะ น้ำตาลและน้ำ ลงในมันฝรั่งที่ผัดจนนิ่ม
มันฝรั่งเคลือบมิโสะพร้อมรับประทาน

สลัดมันฝรั่งเป็นเมนูที่สามารถใส่ผักหรือเครื่องปรุงต่าง ๆ ได้ตามความชอบของคนปรุง เมนูนี้เป็นเมนูที่แม่บ้านญี่ปุ่นรวมถึงผู้เขียนนิยมทำเมื่อคิดเมนูผักอื่นไม่ออก การทำหนึ่งครั้งสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายวัน นอกจากจะอร่อยถูกปากสมาชิกในครอบครัวแล้ว สลัดมันฝรั่งยังเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่เข้ากันกับอาหารมื้อหลักประเภททอดหรือย่างได้เกือบทุกเมนู เช่นเดียวกับมันฝรั่งเคลือบมิโสะที่เป็นของว่างเพื่อสุขภาพจากคุณค่ากำลังสองของมิโสะและมันฝรั่ง มีเวลาลองทำดูนะคะ          สล็อตเว็บตรง

คะรินโต ขนมหวานทอดกรอบอร่อยกับวิธีการทำที่ง่ายมาก

คะรินโต ขนมหวานทอดกรอบอร่อยกับวิธีการทำที่ง่ายมาก

เมื่ออยู่บ้านนานเข้าความเหนื่อยล้าจากการต้องทำงานไปพร้อมกับการดูแลบ้านและครอบครัวก็เพิ่มขึ้น วันนี้ ANNGLE  มานำเสนอเมนูขนมคะรินโตหวานทอดกรอบเคลือบน้ำตาลไว้เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย เพื่อให้ต่อสู้กับงานราษฎร์และงานหลวงที่กองรออยู่ มารู้จักคะรินโตและวิธีการทำที่ง่ายกันนะคะ

คะรินโตคืออะไร

คะรินโต (かりんとう) เป็นขนมหวานทอดกรอบเคลือบน้ำตาล ที่นำวัตถุดิบที่หาง่ายมาผสมกันแล้วนำมาทอดกรอบและเคลือบด้วยน้ำตาล โดยน้ำตาลที่ใช้เคลือบมีทั้งน้ำตาลอ้อย น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง คาราเมล งา คินาโกะหรือผงถั่วเหลือง และช็อคโกแลต เป็นต้น นอกจากน้ำตาลที่ใช้เคลือบแล้ว ร้านค้าที่ขายคารินโตะในญี่ปุ่นยังนำมันเทศญี่ปุ่นและรากโกโบ มาเคลือบด้วยน้ำตาลคล้ายมันฉาบบ้านเรา อีกทั้งบางร้านยังนำผักต่าง ๆ เช่น แครอท ฟักทอง ชาเขียวและผงถั่วเหลือง เป็นต้น มาผสมในแป้งทำให้ได้คารินโตะรสชาติที่แตกต่างกันไป สร้างความดึงดูดใจให้แก่ลูกค้า

คะรินโตหลากหลายชนิด
คะรินโตที่มีส่วนผสมแป้งกับผักต่างๆ
มันเทศฉาบหรือคะรินโตมันเทศ

วิธีทำคะรินโตเคลือบน้ำตาลอ้อย

วัตถุดิบ

  • ส่วนผสมที่เป็นตัวแป้ง
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม
  • ผงฟู 1 ช้อนชา
  • น้ำ 40 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลอ้อย 15 กรัม
  • น้ำมัน 10 มิลลิลิตร

ส่วนผสมที่เป็นน้ำตาลเคลือบ

  • น้ำตาลอ้อย 70 กรัม
  • น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. เติมน้ำตาลและน้ำมันลงไปในภาชนะ ใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน เติมน้ำลงไปและคนให้เข้ากัน จากนั้นนำแป้งและผงฟูที่ผ่านการร่อนด้วยกระชอนมาเติมลงไปในส่วนผสมน้ำตาลและน้ำมัน คนให้เข้ากัน แล้วนำแป้งไปพักในตู้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง

2. เมื่อครบ 1 ชั่วโมงก็นำแป้งออกมาจากตู้เย็นแล้วใช้ไม้นวดแป้ง นวดแผ่แป้งให้เป็นแผ่นที่มีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร จากนั้นใช้มีดตัดแป้งให้มีขนาดตามชอบ แล้วนำมาปั้นให้มีลักษณะกลม

นวดแผ่แป้งให้มีความหนาตามชอบ
นำแป้งตัดมาปั้นให้มีลักษณะกลม

3. เติมน้ำมันลงในกระทะสำหรับทอดให้น้ำมันมีความลึกประมาณ 3 เซนติเมตร ตั้งน้ำมันบนไฟให้ร้อน (อุณหภูมิ 150-170 องศาเซลเซียส) แล้วจึงใส่แป้งที่เตรียมไว้ลงไปในน้ำมัน ทอดจนแป้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จากนั้นจึงตัดขึ้นและวางให้สะเด็ดน้ำมัน

ทอดแป้งในน้ำมันจนเป็นสีน้ำตาล
พักแป้งทอดให้สะเด็ดน้ำมัน

4. เตรียมน้ำตาลเคลือบ โดยใส่น้ำตาลและน้ำลงในหม้อ ตั้งไฟกลางพอเดือดจากนั้นเปลี่ยนเป็นไฟอ่อน คนจนน้ำตาลเริ่มเหนียวเป็นน้ำเชื่อมข้น แล้วจึงปิดไฟเตา

น้ำเชื่อมข้น

5. หากชอบคะรินโตที่น้ำตาลเคลือบไม่แข็ง ก็ให้นำแป้งทอดชุบน้ำตาลแล้ววางไว้ให้แห้งบนถาดที่รองด้วนกระดาษไขรองอบ

แป้งทอดชุบน้ำเชื่อม

 

6. หากชอบคะรินโตแบบน้ำตาลเคลือบกรอบ ให้นำแป้งทอดทั้งหมดใส่ลงไปในหม้อน้ำเชื่อม คลุกจนเข้ากัน เคี่ยวต่อบนไฟกลางจนกระทั่งน้ำเชื่อมเหือดหายไป จากนั้นนำคะรินโตออกจากหม้อ วางลงบนถาดที่รองด้วยกระดาษไขรองอบ รอไว้ให้น้ำตาลเคลือบแห้งแล้วจัดเสิร์ฟได้เลย

คะรินโตในญี่ปุ่นมีหลายหลายแบบตามความชอบของผู้รับประทาน วิธีการทำไม่ยากและสามารถเพิ่มลดความหวานหรือดัดแปลงแป้งหรือน้ำตาลเคลือบได้เอง มีเวลาลองทำดูนะคะ คะรินโตกับชาซักถ้วยช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าได้ดีไม่น้อยค่ะ      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Nestlé Japan วางจำหน่ายคิทแคทซีรีส์สัตว์ทะเลรักโลก “Kitkat Ocean Salt”

Nestlé Japan วางจำหน่ายคิทแคทซีรีส์สัตว์ทะเลรักโลก “Kitkat Ocean Salt”

ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2019 ที่ผ่านมา บริษัทเนสท์เล่ประเทศญี่ปุ่นมุ่งเน้นจัดการปัญหาขยะพลาสติกในท้องทะเล โดยมีการเปลี่ยนห่อ Kitkat จากห่อพลาสติกเป็นห่อกระดาษอย่างที่เคยเห็นกัน และในตอนนี้ทางบริษัทก็ได้ออกวางจำหน่าย Kitkat ซีรีส์ใหม่ในธีมสัตว์ทะเล ที่ยิ่งให้ความสำคัญกับท้องทะเลมากยิ่งขึ้น ในชื่อ “Kitkat Ocean Salt”

Kitkat สัตว์ทะเลนี้ก็เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ใช้ห่อเป็นกระดาษ แพคเกจสีฟ้าสดใสมีลวดลายสัตว์ทะเลแสนน่ารักทั้งหมด 4 ชนิดคือ เต่าทะเล แมวน้ำ โลมา และกระเบน แถมตัวห่อกระดาษยังสามารถนำมาพับเป็นสัตว์ทะเลต่าง ๆ เพิ่มความสนุกสนานให้กับน้อง ๆ หนู ๆ ได้อีกด้วย

อีกทั้งรายได้จากการจำหน่าย 10 เยนจากสินค้า 1 ชิ้น จะนำไปสนับสนุนให้กับองค์กร Zero Waste Japan องค์กรที่จัดทำและพัฒนาสินค้าในรูปแบบใหม่เพื่อมุ่งเน้นสู่การใช้ชีวิตที่ลดการเกิดขยะ ด้วย Kitkat ซีรีส์สัตว์ทะเลนี้จะช่วยให้เราได้ตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกในทะเล และยังได้ร่วมบริจาคเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับองค์กรได้อีกด้วยค่ะ

 

 

ในส่วนของรสชาติ ได้ชื่อว่า Ocean Salt ทั้งทีก็แน่นอนว่ามีการใช้เกลือทะเลมาผสมในครีม ตัวเวเฟอร์เคลือบด้วยไวท์ช็อคโกแลต ทำให้ได้รสชาติหวาน ๆ เค็ม ๆ ที่เข้ากันดีมาก

1 ห่อใหญ่มีทั้งหมด 12 ชิ้น ราคา 500 เยน ตอนนี้วางจำหน่ายในญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้านำเข้ามาขายในไทยบ้างก็ดีนะคะเนี่ย น่ารักมาก ๆ ^^    สล็อตเว็บตรง